Showing 29 Result(s)

นวัตกรรมอัจฉริยะ คอนแทคเลนส์อันแรกของโลกที่ถ่ายภาพ+วิดีโอได้

โดย ศรีสิทธิ์ วงศ์วรจรรย์ : ดูเหมือนว่าเทคโนโลยีไฮเทคที่เรามักจะเห็นในหนังสายลับต่างๆ จะไม่ได้มีให้เห็นแค่ในจออีกต่อไป แต่เรากำลังจะได้ใช้จริงแล้ว เพราะล่าสุดบริษัท SONY ได้พัฒนาคอนแทคเลนส์ให้เป็นสิ่งของที่มีนวัตกรรมอัจฉริยะมากขึ้น โดยทำให้สิ่งนี้สามารถถ่ายภาพนิ่งและบันทึกภาพเคลื่อนไหวได้ด้วยการกะพริบตาเท่านั้น โดยบริษัท SONY ได้นำเทคโนโลยี Nikola Tesla มาพัฒนากับตัวคอนแทคเลนส์อัจฉริยะนี้ ซึ่งในคอนแทคเลนส์จะประกอบไปด้วยการถ่ายภาพ ชุดคุมส่วนกลาง เสาอากาศ พื้นที่เก็บคลังข้อมูล และเซ็นเซอร์ ซึ่งมีการทดลองจนประสบความสำเร็จ และได้ทำการยื่นขอจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีนี้ขึ้น ในส่วนของการทำงานของคอนแทคเลนส์อัจฉริยะนี้ จะทำการบันทึกภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวเวลาที่กะพริบตาเพื่อตั้งใจถ่ายภาพ โดยจะมีเซ็นเซอร์เพื่อแยกว่าตอนไหนคือการกะพริบตาปกติแบบไม่รู้ตัว และเวลาไหนคือการกะพริบตาเพื่อตั้งใจถ่ายภาพ โดยทาง SONY ได้อธิบายไว้ว่า ปกติแล้วคนเราจะกะพริบตา 0.2 – 0.4 วินาที ต่อครั้ง แต่หากเรากะพริบตาเกินกว่า 0.5 วินาที ต่อครั้ง ซึ่งถือว่าผิดปกติจากการกะพริบตาของมนุษย์ จะทำให้คอนแทคเลนส์ทำการบันทึกภาพและภาพเคลื่อนไหวในตอนนั้น นอกจากนี้คอนแทคเลนส์อัจฉริยะนี้ยังทำงานแบบไร้สาย โดยใช้คลื่นวิทยุกับการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าของเทคโนโลยี Nikola Tesla มาทำให้เป็นการทำงานแบบไร้สาย ซึ่งแหล่งพลังงานจะมาจากสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ตที่เชื่อมต่อ ซึ่งจะสามารถทำการซูมและโฟกัสอัตโนมัติได้ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม คอนแทคเลนส์อัจฉริยะนี้น่าจะยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบต่างๆ เพื่อให้มั่นใจและแน่ใจว่าปลอดภัย …

ทำความรู้จัก X-Data กุญแจสู่ความสำเร็จในยุค Experience Economy

สมมุติว่าวันหนึ่งคุณไปร้านก๋วยเตี๋ยวที่คุ้นเคยแถวออฟฟิส คุณนั่งลงและสั่งเมนูจานโปรด ไม่นานเกินรอ พนักงานร้านก็เดินมาเสิร์ฟ มื้อนี้ช่างง่าย ทันใจ อร่อย แถมยังถูกดีอีกด้วย แต่แล้วคุณก็ต้องสะดุ้ง เพราะเสียงสบถของพนักงานคนหนึ่งที่ดังขึ้นท่ามกลางลูกค้าที่กำลังทานก๋วยเตี๋ยวอย่างเอร็ดอร่อย บางสิ่งบางอย่างทำให้คุณรู้สึกไม่ค่อยดีกับร้านนี้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น จนคิดในใจว่าคงไม่กล้บมากินร้านนี้อีกต่อไป เพราะอะไรกันนะ ทั้งๆ ที่น้ำซุปเขาก็อร่อยและที่นั่งก็สบายดี …มันคือประสบการณ์ของคุณอย่างไรล่ะ ที่ได้คะแนนติดลบไปเสียเรียบร้อยแล้ว เรากำลังอยู่ในยุคสมัยของ Experience Economy ที่ซึ่งสินค้าที่หรูเลิศ ที่ตั้งแสนสะดวก และราคาที่ดี ไม่ใช่ปัจจัยชี้ชะตาธุรกิจที่สำคัญที่สุดอีกต่อไป โดย Pine & Gilmore ได้ระบุไว้ในปี 1998 ว่า “ประสบการณ์ เกิดขึ้นเมื่อบริษัทตั้งใจใช้บริการเป็นเวทีและสินค้าเป็นพร็อพ เพื่อเข้าถึงลูกค้าแต่ละคนในรูปแบบหนทางที่พึงสร้างเหตุการณ์ให้เป็นที่น่าจดจำและน่าประทับใจ” เจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จทั่วโลกในปัจจุบันต่างให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” นับตั้งแต่การพบหน้าลูกค้าครั้งแรก แผนการตลาด รูปแบบการขาย ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงงานบริการหลังการขาย ทุกองค์ประกอบเหล่านี้ล้วนมีส่วนเสริมสร้างประสบการณ์ของลูกค้า ในวันนี้ ประสบการณ์ ได้กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ องค์กรต่างๆ ทั่วโลกพบว่าเมื่อพวกเขามอบประสบการณ์ที่ดีเลิศแก่ลูกค้า พวกเขาจะได้รับผลตอบแทนทางธุรกิจที่ดีเกินคาด และในทางกลับกัน ประสบการณ์ลูกค้าที่ไม่ดีย่อมนำมาซึ่งบทลงโทษที่ธุรกิจต้องเผชิญ คำถามคือเราจะสร้างประสบการณ์ที่ดีได้อย่างไร? ประการแรกที่เจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจ คือ ประสบการณ์ของลูกค้า (Customer …

ปลอกขาและกายภาพ อุปกรณ์ช่วยสัตว์เลี้ยงพิการเดินได้อีกครั้ง

โรงช่างเเห่งนี้ผลิตกายอุปกรณ์เป็นการเฉพาะ ปลอกขา เเละกายอุปกรณ์เทียมทุกชิ้นทำขึ้นเพื่อใช้กับสัตว์ ส่วนมากเป็นสุนัขเลี้ยง เดอรริค คามพาน่า (Derrick Campana) ผู้ก่อตั้งบริษัท Bionic Pets มองว่าผลงานกายอุปกรณ์ต่างๆ ที่เขาคิดค้นขึ้นเป็นงานศิลป์อย่างหนึ่ง เขากล่าวว่าเขาผลิตกายอุปกรณ์เทียมเเต่ละชิ้นขึ้นด้วยมือ ทำขึ้นเองทั้งหมดตั้งเเต่ต้นโดยใช้ปูนปลาสเตอร์เเละประกอบขึ้นจากพลาสติกเเละโฟม ถือเป็นงานศิลป์ในทุกขั้นตอนก็ว่าได้ ผู้สื่อข่าววีโอเอรายงานว่าคามพาน่าใช้อุปกรณ์ที่แปลกไปกว่าเดิมในการผลิตกายอุปกรณ์เทียมเขาบอกว่าใช้งานเตาอบพิซซ่าเตานี้มานาน 16 ปีเเล้ว ช่วยผลิตอุปกรณ์ออกมาเเล้วรวมประมาณ 30,000 ชิ้นให้เเก่สัตว์ชนิดต่างๆ เตาอบนี้ใช้อบพลาสติก บริษัท Bionic Pets ตั้งอยู่ที่เมือง Sterling ในรัฐเวอร์จีเนีย เป็นหนึ่งในบริษัทราว 10 เเห่งทั่วโลกเท่านั้นที่ผลิตกายอุปกรณ์เทียมที่ออกแบบเฉพาะตัวให้เเก่สัตว์ คุณคามพาน่ากล่าวว่าบริษัทได้ประดิษฐ์ปลอกขาชิ้นเเรกในโลกให้กับอูฐตัวหนึ่งเเละทุกวันๆ เขาได้รับการติดต่อให้ประดิษฐ์กายอุปกรณ์เทียมใหม่ๆ ที่ท้าทายทุกวัน ในปัจจุบัน นิยมนำกายอุปกรณ์ไปใช้กับสัตว์เลี้ยงที่พิการหลากหลายชนิดมากขึ้น คุณคามพาน่า เจ้าของบริษัท Bionic Pets บอกว่าเขามีความสุขใจมากจากช่วยเหลือสัตว์โดยในโครงการที่ใหญ่ที่สุดโครงการหนึ่งของเขา คามพานาได้เดินทางไปแอฟริกาเพื่อนำปลอกขาชิ้นหนึ่งไปสวมให้กับช้างป่าชื่อ Jabu ช้างแอฟริกันจากบอสวาน่า คุณคามพาน่าเล่าว่า จาบู ตกลงไปในโพรงปลวก ทำให้ข้อเท้าข้างหนึ่งพลิก เขาจึงประดิษฐ์ปลอกขาช้างขึ้นมาเพื่อให้จาบูสามารถเดินไปไหนมาไหนได้เเละไม่ตกเป็นเหยื่อของสัตว์ล่าเนื้อในป่า อย่างไรก็ตาม Campana บอกว่าส่วนใหญ่เขาไม่ได้เดินทางไปรักษาสัตว์ด้วยตัวเองเเต่จะจัดส่งชุดกายอุปกรณ์ไปให้กับลูกค้าเพื่อหล่อปลอกขาของสัตว์เพื่อใช้เป็นแบบ เเล้วส่งกลับมายังบริษัทเพื่อทำการผลิตเป็นกายอุปกรณ์เทียมหรือขาเทียมตามแบบที่ส่งมา คุณคามพาน่าบอกว่าทางบริษัทจัดส่งชุดทำปลอกแม่เเบบไปทั่วโลก …

ความกังวลเรื่องการใช้เทคโนโลยี ‘จดจำใบหน้า’ เริ่มลามไปทั่วโลก

ซานฟรานซิสโกได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของเทคโนโลยีแห่งหนึ่งของโลก แต่เมื่อไม่นานมานี้ ซานฟรานซิสโกกลับเป็นเมืองแรกในสหรัฐอเมริกาที่ออกกฎหมายห้ามไม่ให้ตำรวจและหน่วยงานของรัฐฯ ใช้เทคโนโลยี Facial Recognition หรือเทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” โดยผู้ที่สนับสนุนมาตรการนี้กล่าวว่า เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพของประชาชน นายเนธาน เชียร์ด ผู้จัดกิจกรรมรณรงค์ระดับรากหญ้า ของมูลนิธิ Electronic Frontier Foundation กล่าวกับวีโอเอว่า เทคโนโลยีนี้ทำให้หลายคนกังวลเรื่องผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออก “ด้วยเหตุที่เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐฯ สามารถแทรค หรือติดตามพลเมืองได้ อาจจะมีผลกระทบต่อสิทธิในการแสดงออกของประชาชน ตามบทบัญญัติเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 1 หรือ First Amendment ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้หลายคนกังวลใจมาก” ในขณะที่ซานฟรานซิสโกออกกฎหมายออกมาห้ามใช้เทคโนโลยี Facial Recognition ในฝั่งของจีน กลับมีการเอาไปใช้งานด้านความมั่นคงในประเทศอย่างแพร่หลาย ถึงขนาดมีการเอาไปใช้ในการแจกจ่ายกระดาษชำระในห้องน้ำสาธารณะ เทคโนโลยี Facial Recognition นี้ไม่ใช่เทคโนโลยีที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ แต่ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ก็ได้เป็นเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาต่อยอดให้ก้าวหน้าล้ำลึกไปมาก บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง Apple ก็เป็นบริษัทหนึ่งที่นำเอาเทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” มาใช้เป็นกลไกในการปลดล็อคโทรศัพท์ไอโฟนรุ่นล่าสุด บริษัท อี คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่าง แอมะซอน ก็ใช้เทคโนโลยีนี้เช่นกัน …

บริษัทจีนมีแผน “โอนถ่ายความทรงจำ” จากสัตว์เลี้ยงต้นแบบสู่ตัวโคลนในอนาคต

บริษัทซิโนยีน ไบโอเทคโนโลยี (Sinogene Biotechnology) ธุรกิจเอกชนด้านเทคโนโลยีชีวภาพของจีน เปิดตัวลูกแมวชื่อ “ต้าซ่วน” หรือ “น้องกระเทียม” ซึ่งเป็นแมวที่โคลนได้สำเร็จเป็นตัวแรกของประเทศ ทั้งยังเผยแผนการพัฒนาธุรกิจโคลนสัตว์เลี้ยงซึ่งกำลังเป็นที่นิยมให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น โดยจะเร่งวิจัยเพื่อหาทาง “โอนถ่ายความทรงจำ” จากสัตว์ตัวต้นแบบมาสู่ตัวโคลนให้ได้ในอนาคต หนังสือพิมพ์โกลบอลไทมส์ของทางการจีนรายงานว่า ทางบริษัทซิโนยีนฯ ได้แถลงถึงแผนการที่เตรียมจะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) รวมทั้งระบบ Human – Machine Interface (HMI) ซึ่งเชื่อมต่อการสื่อสารระหว่างคนและเครื่องจักร มาใช้เก็บข้อมูลความทรงจำของสัตว์เลี้ยงตัวต้นแบบ หรือแม้กระทั่งถ่ายโอนความทรงจำดังกล่าวให้กับสัตว์ที่โคลนจากตัวต้นแบบได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทไม่ได้ชี้แจงในรายละเอียดว่าการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่าการถ่ายโอนความทรงจำในสิ่งมีชีวิตนั้นสามารถทำได้ นายไหล เหลียงเสวีย หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ของบริษัทซิโนยีนฯ บอกว่า สัตว์ที่เกิดจากการโคลนนั้นแม้จะมีรูปร่างหน้าตาและข้อมูลทางพันธุกรรมเหมือนกับสัตว์ตัวต้นแบบทุกประการ แต่ก็มีบุคลิก อารมณ์ความรู้สึก และลักษณะนิสัยที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ซึ่งความแตกต่างตรงนี้เจ้าของสัตว์เลี้ยงบางคนที่นำสัตว์ตัวโปรดมาโคลนทำสำเนาเอาไว้ก็อาจจะไม่ต้องการ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจรับโคลนสัตว์เลี้ยงที่เสียชีวิตลงเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่ชาวจีน โดยเป็นบริการที่ช่วยปลอบประโลมเจ้าของที่ต้องสูญเสียสัตว์เลี้ยงแสนรักไปให้ไม่ต้องรู้สึกเศร้าโศกเสียใจมากนัก เพราะยังมีตัวโคลนที่รูปร่างหน้าตาเหมือนกันทุกประการมาทดแทน เสมือนว่าสัตว์เลี้ยงตัวเดิมไม่ได้จากไปไหน ในกรณีของ “น้องกระเทียม” ลูกแมวโคลนตัวล่าสุดนั้น เจ้าของบอกว่าตัดสินใจว่าจ้างให้บริษัทซิโนยีนฯ ทำการโคลนแมวตัวโปรดที่ตายลงเพราะโรคทางเดินปัสสาวะ โดยมีสนนราคาค่าบริการที่ 250,000 หยวน หรือราว 1.1 ล้านบาท …

AI ก้าวล้ำไปอีกขั้น รู้จักทำงานเลียนแบบเซลล์สมองมนุษย์ได้เอง

โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ใหม่ล่าสุดของบริษัทดีปมายด์ (Deepmind) ซึ่งอยู่ในเครือกิจการเดียวกับกูเกิล เรียนรู้ทักษะการนำทางและบอกพิกัดตำแหน่ง จนสามารถเอาชนะมนุษย์ในเกมเสมือนจริงที่แข่งกันค้นหาสิ่งของและหาทางออกจากเขาวงกตได้ ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสำเร็จในการพัฒนาเอไอที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ มีการตีพิมพ์เผยแพร่รายงานดังกล่าวในวารสาร Nature โดยผู้พัฒนาโปรแกรมระบุว่า โครงข่ายประสาทเทียมของเอไอนี้สามารถปรับตัวให้มีพฤติกรรมการทำงานเหมือนกับ “เซลล์ตารางพิกัด” (Grid cells) ซึ่งมีอยู่ในสมองส่วนที่ช่วยนำทางของมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ ทั้งที่ไม่เคยมีการสอนหรือป้อนข้อมูลเรื่องดังกล่าวให้กับเอไอมาก่อนแต่อย่างใด นายดาร์ชาน กุมาราน นักวิจัยอาวุโสของดีปมายด์ เผยว่า ในขั้นแรกผู้สร้างเอไอโปรแกรมนี้ได้พัฒนาโครงข่ายประสาทเทียมที่มีความซับซ้อนหลายชั้นขึ้น เพื่อให้เอไอมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้อย่างลึกซึ้ง จากนั้นได้สอนทักษะพื้นฐานในการนำทางให้กับเอไอ โดยป้อนข้อมูลที่เป็นรหัสสัญญาณบ่งบอกความเร็วและทิศทางซึ่งมีอยู่ในสมองของหนูที่กำลังออกหาอาหารให้ หลังจากนั้นผู้สร้างโปรแกรมพบว่า เอไอพัฒนาทักษะการนำทางและค้นหาพิกัดตำแหน่งได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ หลังฝึกฝนเล่นเกมค้นหาทางออกจากเขาวงกตเสมือนจริงหลาย ๆ ครั้ง แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือโครงข่ายประสาทเทียมของเอไอเริ่มส่งสัญญาณสื่อสารระหว่างกันในรูปแบบที่คล้ายกับการทำงานของ “เซลล์ตารางพิกัด”ที่มีในสมองของมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งเซลล์นี้จะช่วยให้รับรู้ตำแหน่งและทิศทางของสิ่งต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมได้ เสมือนมีตารางพิกัดอ้างอิงที่แต่ละช่องเป็นรูปหกเหลี่ยมอยู่เหนือสถานที่นั้น นายกุมารานกล่าว “เอไอเริ่มเรียนรู้ที่จะใช้กลยุทธ์เดียวกันกับมนุษย์ได้โดยไม่ต้องสอน สามารถตัดสินใจเลือกเส้นทางลัดตัดตรงที่สุดเพื่อไปถึงเป้าหมายได้ก่อนคู่แข่ง ทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอย่างฉับพลันอีกด้วย ขณะนี้ทักษะนำทางของเอไอเหนือกว่าผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ไปแล้ว” นอกจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยายังมองว่า พฤติกรรมของเอไอที่ปรับตัวทำงานเหมือนเซลล์สมองของมนุษย์ได้เองนี้ จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกลไกการทำงานของสมองส่วนที่ยังเป็นปริศนาอยู่ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย โดยอาจใช้แบบแผนการทำงานของเอไอเพื่อเป็นแนวทางศึกษากระบวนการที่เกิดขึ้นในสมองของสิ่งมีชีวิตต่อไป เครดิต : (BBC) https://www.bbc.com/thai

สุดล้ำ! “ผ้าปูเตียงฝังชิป” เผยให้ทราบว่าซักรีดครั้งสุดท้ายเมื่อไร

จีนเปิดตัวระบบไฮเทคที่บอกให้ทราบว่าผ้าปูเตียงถูกซักครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เพื่อช่วยให้นักเดินทางที่เหนื่อยล้าได้เบาใจ ร้านบริการซักรีดในเมืองอู๋ฮั่นในภาคกลางของจีน ใช้วิธีการติดไมโครชิปลงในผ้าปูที่นอน ผ้าเช็ดตัว และผ้าห่ม ซึ่งลูกค้าสามารถใช้โทรศัพท์มือถืออ่านดูวันที่ผ้าเหล่านั้นถูกซักเป็นครั้งสุดท้ายได้ สำนักข่าวซินหว่ารายงานว่า ชิปดังกล่าวจะถูกติดไว้ที่มุมหนึ่งของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ส่งไปซักที่ร้านซักรีด Wuhan Kunteng Laundry ซึ่งเป็นผู้ให้บริการซักรีดแก่โรงแรมและหอพักหลายๆ แห่งของเมือง ชิปแต่ละตัวมีรหัส QR ที่สามารถสแกนได้ด้วยโทรศัพท์มือถือ สามารถกันน้ำได้และทนต่ออุณหภูมิสูง ดังนั้นชิปเหล่านี้จะยังใช้การได้ แม้ว่าจะผ่านการซักรีดหลายครั้งหลายหนก็ตาม เมืองอู๋ฮั่นมีประชากรมากกว่า 10 ล้านคนและเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องของประวัติศาสตร์จีน นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางการขนส่งที่สำคัญภายในประเทศจีนอีกด้วย นวัตกรรมนี้เป็นคลื่นลูกใหม่ของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่กำลังแผ่ขยายไปทั่วโรงแรมต่างๆ ในจีน เมื่อปีที่แล้ว เครือโรงแรม InterContinental ร่วมมือกับ Baidu ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีจีนที่มีความเชี่ยวชาญด้านบริการค้นหาทางอินเทอร์เน็ตและปัญญาประดิษฐ์ ในการเปิดตัว “ห้องอัจฉริยะ” หรือ “Smart Rooms” ซึ่งรองรับเทคโนโลยี AI ในประเทศจีน ความก้าวหน้าดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นในโรงแรมธุรกิจขนาดใหญ่สองแห่งของประเทศ คือ InterContinental Beijing Sanlitun และ InterContinental Guangzhou ซึ่งได้เปิดตัวห้องสวีทระบบ AI จำนวน 100 ห้อง …

หุ่นยนต์ ‘จะมาแทนที่คนงานในโรงงาน 20 ล้านตำแหน่ง’ ในปี 2030

อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ บริษัทด้านการวิเคราะห์เศรษฐกิจ ระบุว่า งานในภาคการผลิตทั่วโลกสูงถึง 20 ล้านตำแหน่ง อาจถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ในปี 2030 อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ระบุด้วยว่า ตำแหน่งงานในภาคบริการ ก็จะถูกหุ่นยนต์มาแทนที่ด้วยส่วนหนึ่งเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของหุ่นยนต์ ก็มีส่วนช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มตำแหน่งงานด้วย นอกจากนี้ ทางบริษัทยังได้เรียกร้องให้มีการดำเนินการป้องกัน ไม่ให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน แย่ลงไปกว่าเดิม เพราะการนำหุ่นยนต์มาทำงานแทนคน การเพิ่มขึ้นของหุ่นยนต์ อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ระบุว่า การมีหุ่นยนต์อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 1 ตัว จะมาแทนที่งานในภาคการผลิต 1.6 ตำแหน่งงาน โดยภูมิภาคใดยิ่งมีงานที่ใช้ทักษะน้อยก็จะยิ่งได้รับผลกระทบมากขึ้น อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ระบุว่า ภูมิภาคที่คนมีทักษะในการทำงานต่ำกว่า ซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่า และมีอัตราการว่างงานที่สูงกว่าภูมิภาคอื่น จะเสี่ยงต่อการสูญเสียตำแหน่งงานให้แก่หุ่นยนต์มากกว่า บทวิเคราะห์ โดย โรรี เซลลัน-โจนส์ ผู้สื่อข่าวเทคโนโลยี เราเห็นการคาดการณ์มาแล้วมากมายว่า หุ่นยนต์จะมาทำงานแทนที่คน ตั้งแต่คนงานในโรงงานไปจนถึงผู้สื่อข่าว ขณะที่งานที่ไม่ได้ใช้แรงงานก็กลับมามีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบด้วย แต่ในรายงานนี้ได้นำเสนอมุมมองบางอย่างที่แตกต่างออกไป โดยเน้นย้ำถึงผลดีในด้านผลิตภาพจากการนำหุ่นยนต์มาใช้งาน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโต นั่นหมายความว่า แม้จะมีการสูญเสียตำแหน่งงานไป แต่ก็จะมีตำแหน่งงานที่เพิ่มขึ้นด้วย …

บริษัทเจาะอุโมงค์ไฮเปอร์ลูปของ “อิลอน มัสก์” ระดมทุนล่าสุด $117 ล้าน

บริษัท Boring Co ของมหาเศรษฐีนักพัฒนาเทคโนโลยี อิลอน มัสก์ หาเงินลงทุนได้เพิ่มอีก $117 ล้านดอลลาร์ในการระดมทุนครั้งล่าสุด โดยมาจากนักลงทุนที่ไม่เปิดเผยชื่อ 20 รายด้วยกัน จากการเปิดเผยของบริษัทเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ Boring Co เคยระดมทุนได้มาแล้ว 112 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ซึ่งมัสก์เป็นผู้ลงทุนราว 90% ของเงินจำนวนดังกล่าว Boring Co คือบริษัทที่ อิลอน มัสก์ ก่อตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ขุดเจาะอุโมงค์สำหรับระบบขนส่งใต้ดินความเร็วสูงแห่งอนาคตที่เรียกว่า Hyperloop ที่มีเป้าหมายสร้างระบบขนส่งความเร็วสูงที่ปลอดภัย ประหยัด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Boring Co ได้สร้างอุโมงค์ทดลองเสร็จสิ้นไปแล้วที่เมืองฮอว์ธอร์น รัฐแคลิฟอร์เนีย และมีแผนจะก่อสร้างอุโมงค์เพิ่มที่นครชิคาโกและนครลาสเวกัสเร็วๆ นี้ Hyperloop คือระบบท่อขนส่งแรงดันต่ำที่ใช้ยานพาหนะคล้ายแคปซูลในการเดินทางภายในท่อนั้น ทำให้เดินทางได้เร็วเพราะมีแรงต้านทานน้อย และประหยัดพลังงาน โดยตัวท่อจะมีทั้งส่วนที่อยู่เหนือพื้นดินและอยู่ใต้ดิน อิลอน มัสก์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทรถยนต์ไฟฟ้า Tesla และบริษัทด้านอวกาศ SpaceX ด้วยนั้น ระบุว่า ระบบรถด่วน Hyperloop จะสามารถสร้างสถิติโลกขึ้นมาใหม่สำหรับการเดินทางภาคพื้นดิน ด้วยความเร็วใกล้เคียง …

ดึงโซลูชัน NB-IoT ประยุกต์ใช้กับประกันรถ

นายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กรแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอสในฐานะ Digital Life Service Provider จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการเกิดขึ้นของ Business Model ใหม่ๆ โดยเอไอเอสมีความยินดีที่บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) เลือกใช้โซลูชัน NB-IoT Motor Tracker for UBI ในการเพิ่มขีดความสามารถให้กับผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์ของไทยวิวัฒน์ โดยอุปกรณ์ดังกล่าวจะสามารถส่งข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ผ่านเครือข่าย NB-IoT เมื่อมีการสตาร์ทและดับเครื่องของรถที่ทำประกันรถเปิด-ปิด ทำให้บริษัทประกันภัยได้รับข้อมูลที่มีความแม่นยำ ถูกต้อง และให้การดูแลลูกค้าขององค์กรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำเทคโนโลยี NB-IoT มาเสริมศักยภาพการบริการให้กับธุรกิจประกันภัย ด้านนายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับโซลูชัน NB-IoT Motor Tracker for UBI จะทำงานโดยใช้เทคโนโลยีติดตามการทำงานของยานพาหนะบนเครือข่าย NB-IoT เมื่อมีการสตาร์ทรถยนต์ อุปกรณ์? IoT …